ENTER



เมื่อวานผมนั่งดูหนังเรื่อง "กลิ้งไว้ก่อน พ่อสอนไว้" … ทำเป็นเล่นไป จะ ๒๐ ปีแล้วนะครับหนังเรื่องนี้
หลายอย่างเปลี่ยนไป ... เรามีโทรศัพท์มือถือ มีอินเตอร์เนท มีรถไฟฟ้า และ "พี่มอส" แต่งงานไปแล้ว
แต่หลายอย่างก็ยังไม่เปลี่ยน … เด็กวัยรุ่นยังตีกัน เด็กมัธยมยังต้องค้นหาตัวเอง
มีปัญหาของตัวเองเหมือนเช่นทุกยุค และ "พี่แท่ง" ยังเป็นวัยรุ่นเหมือนเดิม

หนังทำให้ผมคิดถึง "เพื่อนเก่า" สมัยมัธยม เพราะเราเป็นคนที่ดูหนังฟังเพลงด้วยกันบ่อยๆ
ครั้งหนึ่งผมเคยพาเขาไปดูหนังไทย และเป็นหนังของ "ท่านมุ้ย" ด้วยสิครับ
ผมพูดถึงท่านมุ้ยก็เพราะว่า พอ "กลิ้งฯ" จบ สถานีก็โฆษณาหนังพีเรียดฟอร์มยักษ์ภาคล่าสุด
ซึ่งเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของคอหนังทั้งใหม่เก่าในแง่ลบ และแง่ที่มาของทุนสร้าง
ผมเคยดูแต่ภาคแรก "องค์ประกันหงสา" ก็เลยคิดถึงเรื่องราวเก่าๆ
...........






"เพื่อนป่อง" เป็นลูกคนมีฐานะดี ไม่ใช่รวยธรรมดา แต่เป็นพวกผู้ดีเก่า เราเรียน ม ๑ - ๒ ห้องเดียวกัน
มาย้ายกันตอน ม ๓ แล้วเจอกันอีกทีตอน ม ๔ - ๖ ซึ่งภาคหลังของชีวิตเขาเปลี่ยนไป
ป่องเรียนเก่งขึ้น โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ เขาเคยวาดผัง past future tense ให้เพื่อนดู
ยังกะผังในหนังเจาะเวลาหาอดีต .... "พ่อสอน" เขาบอก

ในยุคที่ Walkman ยังเดินอยู่ เพื่อนชอบเอาเพลงของ Bon Jovi และ G N' R มาให้ผมฟัง
แต่หลังจากนั้นเขาก็แนะนำ NKOTB ซึ่งเขาชอบมาก เหมาะสมกับวัยใสๆ ของเขาเสียจริง

ไม่น่าเชื่อนะครับ ไม่ได้นั่งห้องเดียวกันแค่ปีเดียว หน้าก็ยังเจอกันเหมือนเดิม
ขาก็ยังเตะบอลพลาสติคในสนามเดียวกัน แต่เรากลับมีเรื่องมากมายมาเล่าให้กันฟังว่าไปทำอะไรมา

ผมคิดว่า เป็นเพราะเราเพิ่งก้าวสู่หรือก้าวสู้ชีวิตวัยรุ่น เราจึงคุยกันมากกว่าจะวิ่งเล่นแบบพวกเด็กมอต้น
และอาจเป็นเพราะผู้ชายในห้องเราในชั้น มอปลายนั้นน้อยเต็มที พวกเราทุกคนจึงสนิทกัน
ใครถนัดอะไรก็ช่วยกัน ไม่งั้นคงทำอะไรสู้ห้องเด็กวิทยาศาสตร์ไม่ได้

เขารู้ว่าผมเองก็เปลี่ยน "ตั้งแต่รู้จักอัศศิริ" …. ใช่ ตั้งแต่รู้จักอัศศิริ


ผมมักจะเป็นคนจัดโปรแกรมหนัง นั่นเพราะผมเป็นเด็กเรียนจึงดูตารางสอนบ่อยกว่าคนอื่น
ผมรู้ว่าช่วงไหนเราไปได้โดยไม่ต้องโดดเรียน แต่ไม่กี่ปีต่อมาเขาทำแผงกั้น "ประตูของเรา" ไม่ให้ก้าวข้ามได้อีก
เวลานั้น หนังฝรั่งยังเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่ง ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังไม่เปลี่ยนนอกจากรอบฉายจะเยอะขึ้น
และเราอาจทนนั่งตุ๊กตุ๊กพาหนะสุดหรูเหมือนเดิมไม่ได้ราวกับว่าอากาศแย่ลงนักหนา

เขาเคยเลือกหนังแนวที่เขาชอบ ก็คือ พวก freddy krueger เขาอยากให้ผมสัมผัสมัน … ก็สลับกันบ้าง
คิดถึงแล้วผมก็ยังยิ้ม เพราะเขาเหมือนกับวัยรุ่นฝรั่งที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของหนังตระกูลนี้

วันนึงผมเลือกที่จะดู "มือปืน 2 สาละวิน" … เพื่อนทำหน้างง คงคิดว่าผมจะเอาคืนที่วันก่อนเขาเลือกหนังไอ้บ้านั่น

"แน่ใจเหรอ" … ไม่เคยเท่านี้มาก่อน
"งั้นกิน เชคกี้ พิซซา" … ไม่เคยปฏิเสธพิซซา

หนังสนุกนะครับ มีลูกเท่ ดาราก็เพียบ ดูการแสดงของ สรพงษ์ ชาตรี แล้วลืม แฮริสัน ฟอร์ด ได้เลย
เขาจึงได้รู้จัก "ท่านมุ้ย" ผมเองในวันเวลาต่อมาของชีวิตก็ได้รู้จักมากขึ้นจากเรื่องอื่นๆ และรู้สึกดี

ผมไม่เคยอิจฉาวัยรุ่นยุคนี้ที่มีรถไฟฟ้า มีร้านกาแฟอร่อยให้นั่งอ้อยอิ่ง มีร้านหนังสือขนาดใหญ่
ยุคของเราก็ใช่ว่าจะล้าสมัย … ไม่เคยมีเรื่องล้าสมัยตราบใดที่เราเป็นวัยรุ่น

ข้อดีของมันก็คือ เราดูหนังได้บ่อยครั้งกว่าสมัยนี้แน่
ราคาอาหารของร้านมีชื่อยังพอหารกันได้จนไม่เดือนร้อนวันที่เหลือของสัปดาห์
และไม่ต้องกังวลกับข้อมูลในมือถือ

ดูหนังจบเราก็แยกย้ายกันสู่โลกส่วนตัวอีกใบ เหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เราไม่ใช่นักวิจารณ์ เราไม่ใคร่จะพูดถึงสาระของสิ่งใด พรุ่งนี้เราก็ไม่บอกใครว่าไปไหนกันมา
กิจกรรมนอกห้องเรียนเป็นเพียงแค่การฆ่าเวลาอันน่าเบื่อซึ่งเวลานั้นยังไม่มีคนบอกว่าเป็นบาป
เขาก็กลับนิวาสสถานย่านทองหล่อด้วยแท็กซี่ ผมก็กลับพระราชวังฤดูร้อนด้วยรถเมล์สาย ๑๖
...........



มีเสียงวิจารณ์หนังฟอร์มยักษ์ ภาคล่าสุดของท่านมุ้ยดังหนาหูขึ้นในเนต
ผมเองก็อยากรู้ว่า ถ้าตัดประเด็น "รัฐชาติ" ออกไป ตัดเรื่องทุนจากภาษีประชาชนออกไป
กระทั่งตัดเรื่องความเหมือนหนังฝรั่งหนังจีนในฉากสู้รบ ผมอยากรู้เพียงแค่หนังสนุกหรือไม่
เพราะผมเองในช่วงหลังก็ไม่ได้ดูหนังของท่านในโรง ด้วยเหตุผลเรียบง่ายที่ว่า
มันไม่ใช่เรื่องเล่าของท่านแบบในยุคที่ผมเติบโตมาและควานหาเพื่อจะเสพย้อนหลัง

ฟังสรรพเสียงแล้วผมนึกในใจว่า ถ้าเขาว่าท่านขนาดนั้น จบโปรเจคท์นี้แล้วลองแบบ "จางอี้โหมว" ดีไหม
กลับไปทำหนังเล็กๆ อย่าง "คนเลี้ยงช้าง" แล้วให้ ทราย เจริญปุระ เล่น โดยไม่ต้องเอาทุนจากรัฐ

ในบางครั้ง เวลาเหงาๆ ผมมักจะเปิดช่องหนังไทยทิ้งไว้เป็นเพื่อน ดูบ้างไม่ดูบ้าง แต่เปิดมันไว้
ผมพบว่า เรื่องเล่าของท่านมุ้ยยังเป็นเนื้อหาที่หนังไทยยุคถัดมาไม่กล้าทำและคงมีโอกาสน้อยที่จะทำ
เพราะความเป็นไปได้ทางการตลาดมีน้อย ทั้งรสนิยมการดูหนังของคนไทยเปลี่ยนไปจาก ๒๐ ปีที่แล้ว

ในช่วงที่เรือโยงขนน้ำตาลล่มที่อยุธยา ผมควานหาดีวีดีเรื่อง "น้องเมีย" มาดู
สมัยนี้ใครจะอยากเล่าเรื่องชีวิตคนเรือโยงเพราะมันไม่น่าจะขายได้เท่าชีวิตบนรถไฟฟ้ามาหาทุกสิ่ง
พระเอกนางเอกในหนังสมัยใหม่ เพียงค้นหาตัวตนและความสุขให้พบตามวิถีปัจเจกก็ยากเต็มกลืน

ถ้าจะให้ตัวละครรู้สึกแปลกแยกอย่างนายเรือโยงที่ไม่เข้าใจสังคมเมือง
มองว่าเมืองนั้นไม่ใช่เมืองที่เขารู้จัก มันใหญ่ขึ้น มันขยายจนไม่รู้ว่าขอบเขตจะสิ้นสุดที่ใด
มันดูจะเป็นข้อเรียกร้องต่อชนชั้นกลางที่หนักไปหน่อย

๒๐ ปีที่ผ่านมา กรุงเทพฯ เติบโตจนหนีห่างหัวเมืองอื่นๆ ยิ่งกว่าเดิม
เราเข้าสู่โลกาภิวัฒน์ และเราเจ็บปวดกับโลกาภิวัฒน์
เราฆ่าพี่น้องร่วมชาติตอนปี ๓๕ แล้วยังฆ่าอีกในปี ๕๓

มันไม่ใช่กรุงเทพฯ อย่างสมัยไอ้ขวัญอีเรียม ไม่ใช่สีขาวและสีดำที่แยกกันชัดเจน
ต่างคนต่างอยู่ "กูไหว้เจ้าพ่อของกู กูก็อยู่ได้" แบบนั้นอีกแล้ว
หากแต่กรุงเทพฯ เรียกหา เรียกเอา หรือบังคับด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่งให้คนเข้ามารับใช้
...........



ผมดูหนังเรื่องหนึ่ง หัวเราะกับหนังเรื่องนั้น แต่ตกดึกผมกลับคิดถึงหนังอีกเรื่องหนึ่ง
คิดถึงเพื่อนเก่า เรื่อยไปถึงเพื่อนคนอื่นๆ

กับ ป่อง เองผมก็ไม่ได้พบเขาหลายปี ครั้งสุดท้ายที่ผมใกล้เขามากที่สุดเห็นจะเป็นคราวที่เรียนจบใหม่ๆ
แล้วไปทำธุระที่โรงแรมตรงแยกสีลม ผมได้พบเพื่อนเก่าคนนึง เธอทำงานที่นั่น
เธอเคยเป็นแฟนของเขาช่วงสั้นๆ และเราเรียนห้องเดียวกันตอนมอปลาย

เธอถามถึงก๊วนผมทุกคนแต่ไม่ถามถึงเขา ราวกับว่าเขาตายไปจากเราหรือผมไม่ใช่เพื่อนสนิทเขา
ผมเสียอีกที่โพล่งถามไปว่า "เธอได้ข่าวมันบ้างมั้ย" ผมมารู้สึกภายหลังว่าไม่น่าถาม
เพราะผมมาแล้วก็ไป แต่คำถามนั้นอาจอยู่กับเธออีกหลายวัน

จะว่าไปผมก็สามารถติดต่อควานหาพวกเขาได้ไม่ยาก ยิ่งในโลกสมัยใหม่ยิ่งไม่ยาก
เพราะมีคนสร้างเว็บไซต์โรงเรียน ผมเคยเข้าไปอ่านเรื่องราวและฝากข้อความไว้เมื่อตั้งใจว่าจะกลับมายังโลก
แต่ไม่รู้ว่าจะเป็นโชคดีหรือโชคร้ายที่ผมเข้าไปตอนที่เว็บมันร้างแล้ว ฟังเขาถกเถียงเรื่องที่อาจารย์ไปยื่นจดหมาย
ขอให้ม๊อบงดใช้เครื่องขยายเสียงในเวลากลางวันแล้ว ผมจึงได้แต่นั่งดูรูปเก่าๆ ของเพื่อนร่วมชั้น

ทุกวันนี้ ผมยังผ่านโรงหนังสยามในความทรงจำ ยังมีร้านพิซซาในความทรงจำ
ยังมีอะไรต่อมิอะไรอีกหลายอย่าง และในบางอารมณ์ยังคิดว่าตัวเองนั้นเป็นวัยรุ่นอายุสิบเจ็ด

แต่หลายปีที่ผ่านมาผมไม่รู้ว่าคนรุ่นเดียวกับผมหรือคนอื่นๆ ที่ใช้ชีวิตร่วมยุคสมัยเดียวกันมา
จะรู้สึกเหมือนผมหรือเปล่าว่า ท่ามกลางแนวคิดมากมายและเหตุการณ์ของบ้านเมือง
คนรุ่นเราสักกี่คนที่จะกลิ้งไปกับสังคมแบบนั้นได้โดยไม่รู้สึกติดขัดหรือแปลกแยก

บางคนอาจจะแตกสลายกลายเป็นกรวดก้อนเล็กเพื่อให้ฝันของเขาไปต่อได้
บางคนอาจจะใหญ่ขึ้น เนื่องเพราะเขาไม่ใช่หินแต่เป็นก้อนหิมะที่กลิ้งลงมาจากภูเขา
บางคนอาจเป็นยอมติดอยู่ในที่ไหนสักที่ นั่งเฝ้ามองอยู่ ณ ซอกมุมสักแห่ง
พร้อมรำพึงรำพันในห้วงคำนึงว่า …. เราต่างเป็นตัวประกันของอดีต
......................
......................


เหม่งจ๋าย
๒ นาฬิกา ๕๔ นาที
คืนวันจันทร์ที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๕๔
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -



i still hear your voice

นักศึกษาเข้ามาคุยกับผม ๒ - ๓ ครั้ง … ชายนะครับไม่ใช่หญิงอย่างรูปอวตารของเขาใน facebook
จึงไม่ต้องอิจฉาผม … เขายังเป็นนักอ่านตัวยง ได้รับการแนะนำมาจากนักเขียนตัวยง
ซึ่งเป็นเพื่อนที่ผมเคารพคนหนึ่งในเฟซบุค ผมจึงให้เขาแนะนำหนังสือให้อ่าน ... เอาแบบอ่านแล้วหนุ่มเลย


ถ้าคุณได้คุยกับคนที่อายุห่างจากคุณเกือบเท่านึงพอดี คุณจะรู้สึกยังไง?
มองกลับไปที่ตัวเองในวันวัยนั้น หรือรู้สึกว่าตัวเองแก่ลงทันที
หรือคิดว่าตัวเองจะต้องมีภูมิความรู้อะไรหากเด็กถาม

ทุกวันนี้ ผมยังรู้สึกว่ายังเป็นวัยรุ่น บางวันยังรู้สึกว่าเพิ่งเรียนจบหมาดๆ
อาจเพราะผมยังใช้ชีวิตแบบคนเมืองและจำเป็นต้องรู้ในสิ่งตามยุคตามสมัย
การนั่งคิดโน่นคิดนี่ทุกวันมันก็ทำให้เรารู้สึกว่า young หนุ่ม ยังทะเลาะกับความรู้สึกตัวเอง

แต่บางครั้งผมก็รู้สึกว่าตัวเองแก่ ไม่ใช่ไร้เรี่ยวแรง หากแต่เป็นเรื่องสื่อสาร
เมื่อต้องพูดคุยกับใครที่เด็กกว่าเกิน 5 ปี อาจเพราะผมมีแต่เพื่อนรุ่นพี่มาตั้งแต่สมัยเด็กๆ
พวกเขาแก่กว่าผมนับสิบปี ผมจึงยังทันเข้าทันเห็น "คาเฟ่" ซึ่งไม่มีใครกินกาแฟ
แต่เมื่อบวกลบเครื่องแวดล้อมของยุคสมัยออกไป ผมอาจแก่ชาวบ้านถึง 10-15 ปี
เพราะข้อมูลและชุดคุณค่าทางสังคมมันเปลี่ยนไปค่อนข้างมาก รวมถึงวิธีคิดของเราด้วย

ผมเคยคุยกับลูกพี่ลูกน้อง อายุเท่าๆ กับเขา แต่เป็นเด็กผู้หญิง ผมไม่รู้จะสอนอะไรนอกจากบอกว่า
ตั้งใจเรียนให้จบ เกรดดีๆ แล้วค่อยใช้ชีวิตอย่างที่ตัวเองอยากทำ
เขาว่าวัยรุ่นไม่ชอบให้สอน ผมจึงไม่สอน อาจเพราะผมชอบอะไรแบบ "อเมริกัน" น่ะครับ
คุณค่าที่คุณอยากได้ต้องแลกกับคุณค่าของหยาดเหงื่อ และจงระลึกไว้ว่า เราย้อนคืนวันไม่ได้
หากแต่ต้องใช้เวลากับปัจจุบันให้เต็มที่และความสุขที่สุด … สูตรซ้อสของผมมีอยู่เท่านี้

ผมถามเขาว่า คุณดีไซน์ชีวิตคุณไว้อย่างไร?

ผมเองเคยอยากเป็นอย่างฝรั่ง รับบทเป็นโปรเฟสเซอร์สอนวิชาวรรณกรรมในมหาวิทยาลัยเล็กๆ
ในเมืองที่น่าอยู่ อากาศเย็น ผมฝันแบบนี้เพราะเคยมีแบบอย่างคู่ชีวิตแบบนี้ให้ผมเห็นในวัยเด็ก

"ผมอยากให้นครพนมมีมหาลัยก่อนสะพานข้ามโขง" ผมเคยฝันว่า
อยากจะย้ายเมืองหลวงไปอีสานด้วยการสร้างมหาลัยชั้นนำ 4-5 แห่งริมจังหวัดแม่น้ำโขง
ผมจะเชื่อมอินโดจีนด้วยมหาลัย … ผมจะไม่เอาทหารไป ผมไม่อยากให้มีไอ้บ้าปฏิวัติหลงยุคเพราะลืมกินยา
โอ้ว ผมจะชักจะเริ่มพาวัยรุ่นเข้าสู่การเป็นพวกหัวรุนแรงแล้วสินี่ พอ พอ พอ พอดีกว่า
…….....





ชั่วโมงที่แล้ว

ผมลงไปซื้อของกินข้างล่างมา เมื่อเห็นข้อความขึ้นมาบนหน้าจอ
ผมก็เลยรีบทักกลับข้อความสวัสดีวันอาทิตย์ … "กินอะไรหรือยัง"
คนไทยน่ะนะครับถามแบบนี้ยังดีกว่าถามอะไรเครียดๆ

"กินถั่วกับรูมเมตครับ 555"
"บรรยากาศนักศึกษา … อิจฉา"

"เดี๋ยวผมจะเขียนเกี่ยวกับถั่ว" ... ผมบอกเขา

เขาบอกว่า อ่านจากสิ่งมากมายที่ผมเขียน ชีวิตผมน่าอิจฉากว่า เพราะดูอิสระ
ผมจึงบอกว่า ผมก็พยายามจะคงบรรยากาศชีวิตนักศึกษาไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้
มุมมองจากภายนอกเข้ามาภายในก็ดีกว่ากระจกในบ้าน เพราะการอ่าน ไม่ว่าจะอ่านอะไร
ก็ย่อมมีภาพของตัวละครหรือการก่อรูปความคิดส่งออกมาเป็นภาพ ... และผมอยากเห็นภาพนั้น


ผมอิจฉานักศึกษาที่กำลังนั่งกินถั่วกัน ไม่ใช่ว่าบ้านผมไม่มีถั่ว
ผมมีถั่วหลายชนิดติดบ้านไว้เสมอ แต่ผมอิจฉาเพราะผมอยากกลับในวันนั้น

เพราะผมคิดถึงการบรรยายถึงฉากๆ หนึ่งในนิยายของ ฮารูกิ มูราคามิ
เขาบอกว่า ในห้องพักมีแค่กาต้มน้ำ และโคมไฟอ่านหนังสือประมาณนี้
พาสาวเจ้ามา ก็ชงชาดื่มในห้องที่ไร้เครื่องเรือน ผมจำไม่ได้ว่าเป็นเล่มไหนและตอนไหน
แต่ก็ไม่สำคัญ มันติดค้างอยู่ในใจผมก็เพราะว่า มันช่างเป็นนักศึกษาเสียเหลือเกินน่ะครับ
ผมเคยมีห้องแบบนี้ และผมคิดถึงมัน


บ่อยครั้งที่มีเหตุให้ผมคิดถึงกลิ่นไอของความเป็นวัยรุ่นและเคยบันทึกไว้

เพื่อนเคยมาทำรถเสียแถวบ้าน ผมจึงลงมานั่งรอเป็นเพื่อน แต่ผมและเขากลับต้องรอรถลากนับชั่วโมง
มันช่างไร้สาระจริงๆ ที่ต้องมาเสียเวลานั่งเฝ้ารถ เพื่อนก็เสียงานไปทั้งวัน

"ไปไงมาไงถึงมาตายตรงนี้ได้?"

"พอขึ้นอุโมงค์มา คลัชมันดันเหยียบไม่ลง สองอาทิตย์ก่อนก็เพิ่งเปลี่ยน
ก็เลยประคองๆ รถมาที่นี่ คิดว่าอาจจะได้เจอกัน อู่แถวนี้มันก็ดันไม่มาดูให้
เลยต้องแจ้งให้เพื่อนที่ สน. หารถลากให้นั่นแหละ"
ผมรู้สึกดีใจแต่ไม่ยิ้มเพราะเพื่อนกำลังเซ็ง จึงเดินไปซื้อน้ำมาให้เขาดื่มดับร้อน

ผมรู้สึกเหมือนตัวละครในหนังสือเล่มแรกของมูราคามิ "สดับลมขับขาน"
(ผมชอบหนังสือเล่มแรกของใครๆ เสมอ)

คือ เราต่างมีช่วงเวลาสบายๆ ในวันไร้สาระ เอาการเอางานไม่ได้ และไปไหนไม่ได้
เราจึงคุยกันเรื่อยเปื่อย แต่ต่างกันตรงที่ ฉากในหนังสือมันเย็นสบายกว่าท้ายรถกระบะ
และผมไม่ได้ดวดเบียร์เหมือน "ผม" กับเพื่อนของเขาที่ชื่อ "มุสิก" ในหนังสือเล่มนั้น

"ผม" ในหนังสือเล่มนี้นั่งดวลน้ำเปล่ากับเพื่อนคนละขวด ... แต่ "ผม" และ "ผม" ว่างเปล่าเช่นกัน
..........


ผมไม่รู้เหมือนกันนะครับว่า วัยรุ่นนั้นต้องว่างเปล่าทั้งทางวัตถุและเรื่องราวในใจทุกคนหรือเปล่า

ทางวัตถุ เราว่างเปล่าเพราะเรายังมีน้อย ถือเสียว่าเราได้เรียนรู้ความงามของสกุลมินิมอลด้วยความจำเป็น

ส่วน เรื่องราวในใจ แม้เรายังไม่รู้จักความทุกข์ที่ลึกที่สุด อาจเคยเสียใจบ้าง
ไม่ใช่เสียใจเรื่องเล็กน้อย เสียใจมากมาย ร้องไห้ฟูมฟาย แต่ก็ไม่ใช่ทุกข์ที่ลึกที่สุด และเราก็รู้ดี

แต่เราว่างเปล่าเพราะยังไม่รู้จะเดินไปทางไหน ทั้งที่มีคู่มือและผู้คนยินดีแนะแนวมากมาย
แต่เรายังไม่รู้ว่าจะเดินไปทางไหน และเมื่อเดินไปแล้วจะพบอะไร หรือไม่พบอะไรแม้กระทั่งเปลือกถั่ว
บนเส้นทางมากมายแต่ก็เหมือนไร้เส้นทาง


นี่กระมังที่เสน่ห์ของการได้เป็นวัยรุ่น มันคือการอ่านมากมาย การฟังมากมาย เรียนมากมาย
แต่ยังไม่รู้อะไร และไม่รู้เหมือนกันว่าอยากรู้อะไรกันแน่ ต่อให้เลือกถามได้สิบคำถามก็ยังไม่รู้
เหมือนใครคนนึงแถวนี้ กระซิบบอกผมว่า เขาก็ยังไม่รู้เส้นทางของพรุ่งนี้เลย
...…..
...…..


เหม่งจ๋าย
๑ นาฬิกา ๒๘ นาที
คืนวันอาทิตย์ที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๕๔
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -



What's next?


นอกจากทบทวนสถานที่ท่องเที่ยวในช่วงหลับไหล
ผมยังทบทวนสิ่งที่ปฏิบัติก่อนที่ร่างกายจะล้มตัวลงนอนในช่วงหัวค่ำ
ของวันที่ท้องฟ้ากรุงเทพฯ สะอาดเงียบเหมือนผ้าผืนใหม่ ราวกับว่าคนดูแลนำผืนเมื่อวาน
ที่ถูกเข็มหัวโตเจาะเป็นรูพรุนทิ้งไป ช่างง่ายดายราวกับการเปลี่ยนผ้าปูโต๊ะ
ท้องฟ้าคืนนี้กระจ่างยิ่งนัก … นั่นคือคิดสุดท้ายก่อนที่ผมจะหลับสี่ชั่วโมง

อยู่ดีๆ ผมก็รู้สึกว่า "การทัวร์เอเชีย" ของทีมฟุตบอลดังจากยุโรปเป็นสิ่งที่เก่าไปแล้ว เอาต์ไปแล้ว
ไม่ว่าจะทีมไหนมา ต่อให้ทีมขวัญใจผมอย่างลิเวอร์พูลมา ผมก็คงไม่มีเหลือความรู้สึกตื่นเต้น
แต่การทัวร์เอเชียยังเป็นสิ่งจำเป็นอยู่สำหรับการสร้างแบรนด์ของทีมกีฬา

เพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมงที่หลับไป ผมตื่นขึ้นมาพร้อมกับรู้สึกว่า … เราต่างหากที่เก่าไปแล้ว เอาต์ไปแล้ว
……............



วันนี้ไม่มีอินเตอร์เนตเล่นหลายชั่วโมง ผมเองก็ไม่ได้ขอให้เจ้าหน้าที่เขาเปิด wifi
สัญญาณโทรศัพท์ในตึกสูงก็ไม่สู้ดีนัก มีบางครั้งที่เราอยากปลดการเชื่อมต่อกับโลกภายนอก
ผมยังพออ่านข่าวความเป็นไปของบ้านเมืองจากโทรศัพท์มือถือได้เป็นบางจังหวะ
โลกยุคใหม่ไม่มีวันไหนที่จะไม่มีข่าว เพียงแต่จะข้นเข้มแค่ไหนเท่านั้น
ผมถ่ายรูปๆ หนึ่งมาเพราะเห็นรูป "หัวใจ" บนสนามหญ้าสีเขียวของโรงเรียนประจำเก่าแก่
เด็กผู้หญิงเหล่านั้นเล่นอะไรกันนะ แต่การเห็นรูปหัวใจก็สร้างรอยยิ้มให้กับเราทุกคนได้ ผมจึงยิ้มให้กับพวกเธอ
ผมให้เพื่อนดู เพื่อนบอกว่าจะต้อง crop ภาพสักหน่อยเพื่อให้เห็น "หัวใจ" ชัดขึ้น
ผมนึกค้านเพราะผมไม่ crop รูปถ่ายถ้าไม่จำเป็น เมื่อกลับถึงบ้านผมดูรูปถ่ายอีกครั้งจึงได้รู้ว่า … เห็นอะไร
……..





เช้าวันศุกร์ … ผมอ่านเรื่องสั้นค้างไว้ เป็นเรื่องเกี่ยวกับศาสนาคริสต์ในภาคอีสาน
จริงๆ ก็ไม่น่าจะมีอะไรมากนอกจากเรื่องสั้นชั้นดี แต่ก่อนจะกลับบ้านวันศุกร์ มันทำให้ผมเริ่มคิด
เมื่อแม่บ้านเดินมาบอกว่า "วันเสาร์จะฉีดยาฆ่าแมลง" ผมจึงเก็บขนมกินเล่นแก้หิวในยามบ่ายจำพวกบิสกิต
แล้วเอาไปไว้ในห้องเก็บของ และเก็บคีย์บอร์ดและเมาส์ไว้ในลิ้นชัก พวกตุ๊กตาตัวเล็กๆ ของต้นแบบก็เก็บ
เพราะรู้สึกห่วง ไม่อยากให้มันปนเปื้อน คงไม่ดีทั้งกับความน่ารักของพวกมันและสุขภาพผมแน่
ผมจึงกวาดของสำคัญลงถุง เอาไปซุกไว้ตู้ที่ยังพอมีที่ว่าง

ใต้หน้าจอคอมพิวเตอร์มีห่อพลาสติคห่อเล็กๆ อยู่ เดิมทีผมก็ไม่ได้สนใจ
คิดว่าเป็นเพียงของที่ระลึกชิ้นเล็กๆ แบบขายให้นักท่องเที่ยวหรือซื้อไปแจกใคร
ผมจำได้ว่า สุภาพสตรีต่างชาติคนหนึ่งให้เจ้านายมา ในวันปฐมนิเทศและต้อนรับพวกเขา
กลุ่มคนที่มากรุงเทพฯ เพื่ออบรมในโปรแกรมสั้นๆ เรื่องการแก้ไขข้อขัดแย้งและสันติภาพ

น่าแปลกที่วันนี้ผมก็เจอสมาชิกหนึ่งคนในกลุ่มนั้น
สตรีผิวสีร่างใหญ่ เธอแต่งตัวด้วยชุดกระโปรงสีฟ้าสลับขาว ยิ้มแย้มแจ่มใสอารมณ์ดี
ทำให้ผมคิดถึงนักร้องเพลงในโบสถ์ของฝรั่งแบบที่เราเห็นในหนัง
เธอเดินผ่านวงสนทนานอกรอบของเจ้านายกับคนจากบริษัทที่ปรึกษาของเรา
เธอเซย์เฮลโหลเจ้านายผมเป็นภาษาไทย หลังจากเฮลโหลกลับ
เจ้านายถามผมว่า "ใครเหรอ?" … "ไม่ทราบเหมือนกันครับ" ผมตอบนิ่งๆ ทำหน้าตาย
ประหนึ่งว่าเราป๊อปมากจนสมองไม่มีที่ว่างพอที่จะจดจำใครได้อีกแล้ว ... แล้วเราก็หัวเราะ

"คงเป็นกลุ่ม peace and conflict ที่เขามาเมื่อเดือนก่อน ... พูดไทยได้แล้วนี่ครับ"
ผมเริ่มเดาอย่างมีเหตุผล อย่างน้อยผมต้องรู้ เพราะผมไม่เชื่อคำพูดที่ว่า "เราพบกันโดยบังเอิญ"

ครับ ... ผมก็วางห่อของนี้ไว้เหมือนของเล่นทั่วไปรอบกาย แค่รอว่างๆ วันหยิบมาถ่ายรูปเล่น
แต่เมื่อต้องหนียาฆ่าแมลง (ตกลงจะฉีดคนใช่มั้ยละนี่) ผมจึงแกะห่อออกดู
เมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ภายในซองกันกระแทกจึงรู้ว่าต้องแคร์มากกว่าสิ่งอื่น
ผมชักจะแปลกใจ เพราะในมือของผมผมมีรูปสลักอันเล็กของ Jesus Christ in Rio de Janeiro

แฟนบอลบราซิลอย่างผม เคยดูสารคดีการสร้างรูปปั้นพระเยซูคริสต์ ณ ยอดเขากอร์โกวาดู นครริโอ เด จาเนโร
ผมคิดถึงความยากลำบาก เช่น เรื่องสภาพอากาศ เทคนิคการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่
และความคาดหวังของผู้คนในประเทศที่ศาสนายังคงแสงสว่างนำทางชีวิต
คงเหมือนกับสถานที่สักการะสำคัญทั้งหลายบนโลกที่ล้วนแต่ต้องอาศัยแรงศรัทธาเพื่อที่จะกระทำได้สำเร็จ
พวกเขาใช้ช่วงเวลาห้าปี เพื่อคนอีกหลายสิบหลายร้อยปีข้างหน้า
ระหว่างเดินกลับบ้านหลังจากที่เหนื่อยมาหลายวันติดกันผมคิดเรื่องนี้

ใช่หรือไม่ว่า แต่ละวันของชีวิตเราอยู่ด้วยแรงศรัทธาบางอย่าง
ซึ่งผมมีเหลือไม่มากนัก ผมพยายามมองหาจากทุกสิ่งทุกอย่างและจากผู้คนที่พบเจอ
และวันนี้มีบางอย่างทำให้ผมระลึกถึงเรื่องราวที่เคยได้ยินได้ฟังมา
......……..


บ่ายวันศุกร์ … ผมเปิดแอคเคาท์ของตัวเองในเว็บบอร์ดคอนโดแห่งหนึ่ง ไม่มีจดหมายใหม่เพราะผมเลิกเล่นนานแล้ว
เหตุการณ์บ้านเมืองทำให้อารมณ์นั้นของผมเตลิดหายไป ผมเบื่อที่จะสร้างอะไรกับสังคมชนชั้นกลางกรุงเทพฯ
พวกที่เห็นอาคารบ้านเรือนสำคัญกว่าชีวิตคน ผมเข้ามาเช็คข้อความบ้าง เผื่อว่าเพื่อนร่วมคอนโดจะถามถึง
กรรมการฯ ไม่ได้เขียนมา ซึ่งเป็นข่าวดีที่เขาไม่มีปัญหาในการทำงานกับบริษัทรักษาความปลอดภัยเจ้าใหม่

สายตาผมเหลือบเห็นจดหมายเก่าของเพื่อนคนหนึ่งยังอยู่ลำดับบนๆ
เธอตามร่องรอยของผม หลังจากที่ผมเลิกเล่นเว็บบอร์ดนั้นไปนาน แต่เพราะความรู้สึกเปี่ยมสุขที่ได้บ้าน
เธอจึงอยากบอกเล่าให้คนที่เคยพร่ำเพร้อไว้ได้ฟัง และถามถึงการจัดการปัญหาบางอย่างในคอนโด

เธอเล่าเรื่องบ้านให้ผมฟังว่ากว่าจะได้มันมานั้นยากเย็นอย่างไร ซึ่งไม่ใช่ปัญหาเรื่องเงินทองแบบคนทั่วไป
เธอต้องแก้ปัญหาสารพัดกับนายทุนโครงการ ต้องรอคอยเพราะล่าช้าเกินกำหนด ต้องคุมงานตกแต่งเอง
ซึ่งนักวิชาการด้านสาธารณสุขศาสตร์แถมยังเป็นผู้หญิงอย่างเธอไม่คุ้นเคยแม้สักนิด
เศษขนมปังของผมไม่เคยนำข่าวสารอะไรสักครั้ง ยกเว้นเรื่องนี้ …

"ตอนนั้นพี่ขอว่า อยากเล่นเปียโนในบ้านที่มองเห็นสัญลักษณ์ของพระองค์ตลอดเวลา"

เธอได้รับพรที่ขอทุกประการ
.........





ตื่นสายมาในเช้าวันเสาร์ เมื่อจัดการธุระตามประสามนุษย์กับบริษัทอินเทอร์เนตเสร็จ
ผมก็เจอเพลงฟังสบายจาก facebook ของเพื่อน ผมตกใจเหมือนกันเมื่อเห็นภาพในเพลง
http://bit.ly/otPMBy ... เขาเขียนไว้ว่า

"หากเป็นไปได้ เมื่อผมได้ยืนอยู่เบื้องล่าง Statue of Jesus Christ, the Redeemer
สิ่งที่จะทำต่อไปหากได้รับอนุญาตหรือลักลอบทำได้คือ นำป้ายที่มีชื่อคนคนหนึ่งไปไว้ปลายพระหัตถ์"

ผมจึงเล่าเรื่องของตัวเองแชร์ลงไป พร้อมกับถามเขาว่า ... what's next?
อะไรจะเกิดขึ้นน่ะหรือ? ... เขาเลยเล่าเรื่องที่ครั้งหนึ่ง หญิงสาวคนหนึ่งที่เคยชวนเขาไปที่นั่น
ด้วยเพราะเหตุนั้นหรือเปล่านะที่ทำให้เขาอยากนำป้ายชื่อใครไปไว้ในปลายพระหัตถ์ของพระองค์
ผมไม่กล้าถามว่าใช่เธอหรือไม่ แต่พูดเพียงว่า "ถ้าผมเจอ sign อีกสักอย่าง ผมอาจจะเขียนถึงเรื่องนี้ได้"


เช้าวันอาทิตย์ … ผมไปทำงานแต่เช้าตรู่ เช้าก่อนที่แม่บ้านของออฟฟิศแห่งนั้นจะมา
ระหว่างไปล้างหน้าแก้ความง่วงเพราะใช้ชีวิตผิดเวลา ผมเดินผ่านทางเดินเล็กๆ ในห้องชุด
ซึ่งสองสัปดาห์ก่อน ผมยืนตรงนี้แล้วถ่ายรูปหมู่ตึกสูงแล้วเขียนถึงเจ้านายและเพื่อนที่ไม่ได้พบกันมานาน
แต่วันนี้ผมถ่ายรูปในมุมกด เพราะผมมองเห็นรูป "หัวใจ" บนสนามหญ้าสีเขียวของโรงเรียนประจำเก่าแก่
ผมให้เพื่อนดู เพื่อนบอกว่าจะต้อง crop ภาพสักหน่อยเพื่อให้เห็น "หัวใจ" ชัดขึ้น
ผมนึกค้านเพราะผมไม่ crop รูปถ่ายถ้าไม่จำเป็น เมื่อกลับถึงบ้านผมดูรูปถ่ายอีกครั้งจึงได้รู้ว่า … เห็นอะไร
……..



ในชีวิตประจำวันของเรามีเรื่องเกิดขึ้นผ่านเข้าออกมากมาย เพียงแต่เราจะคิดเชื่อมโยงมันหรือเปล่า
ซึ่งไม่ต้องอาศัยความฉลาดปราดเปรื่องใดๆ ดอกนะครับ แค่กินเยอะนอนเยอะเราก็เพ้อเจ้อไปเรื่อย
นั่นเพราะ ... เราอาจจะเบื่อหน่ายกับสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตอันราบเรียบธรรมดา
เราเลยอยากจะคิดถึงสิ่งใดก็ตามเพื่อให้วันคืนในโลกสมัยใหม่มีความหมายขึ้นมาบ้าง
เราอยากเป็นเหมือนตัวละครในเรื่องสั้นดีๆ สักเรื่อง ตามหาความลึกลับและผจญภัยในโลกประหลาด
เราอยากสัมผัสถึงความเบาหวิวในโมงยามที่เราสามารถปล่อยวางจากโลกภายนอกได้
ผมพูดแบบคนมองโลกในแง่ร้ายและเชื่ออะไรยากสุดๆ

ผมตื่นขึ้นมาแล้ว ตื่นขึ้นมาจนอยากกลับเข้าไปในโลกแห่งความฝันต่อ
ผมฝันค้างไว้ มันมีทีท่าว่าจะดี ... มันน่าจะดี เพราะอาจจะพบอะไรประเทืองอารมณ์กว่าท้องตลาด
แถมโลกทุกวันนี้มีสิ่งประเทืองสมองเยอะเกินไปจนต้องหาจากความฝัน

ผมฝันว่า ตัวเองยืนอยู่บนถนนเก่าแก่สายหนึ่งในกรุงเทพฯ ในเวลาหัวค่ำ
มันเป็นถนนแคบๆ หรืออาจเรียกว่าซอยที่กว้างก็ได้ เพราะมีแค่สองช่องจราจร
บ้านเรือนคล้ายอาคารเก่าริมถนนสามเสนช่วงบางขุนพรหมไปบางลำภู
ผมคลับคล้ายคลับคลาว่า กำลังจะออกมาซื้อสบู่
ผมกำลังจะอาบน้ำหรืออาบไปแล้วแต่ไม่มีสบู่เลยต้องออกมาหาซื้อ
อาจเป็นเพราะก่อนเข้านอนผมอาบน้ำด้วยครีมอาบน้ำกลิ่นใหม่มันเลยเก็บไปฝัน
ผมต้องมองหาอะไรนะ? ... ผมคิดถึงพระเอกในหนังเรื่อง Source Code ที่เพิ่งดูไปวันก่อน

เขามีเทศกาลอะไรกันอยู่ผมก็ไม่ทราบ แม้ว่าถนนแคบๆ นั้นจะแขวนป้ายผ้าขึงจากบ้านอีกฝั่งไปอีกฝั่ง
แต่ป้ายนั้นบอกเพียงชื่อถนนคนเดินหรือชื่อชุมชนอะไรของเขามากกว่าจะเป็นชื่องาน
ผมดีใจที่จำไม่ได้ไม่งั้นความฝันคงหมดเสน่ห์ แต่สิ่งที่ทำให้ผมตื่นก่อนที่เรื่องราวจะเดินต่อ
ถ้าหากว่าผมกลับเข้าไปยังถนนสายนั้นได้อีกครั้ง ซึ่งน่าจะเป็นเบาะแสเดียวในฝันประหลาดของนักสืบสบู่
ผมเหลือบไปเห็นชื่อเพื่อนใน facebook และชื่อใครบางคนใต้ชื่อถนนชุมชนแห่งนั้นว่า
ข้อความมีว่า "…............................................ ถูกใจสิ่งนี้"
...…..
...…..


เหม่งจ๋าย
๑ นาฬิกา ๓๐ นาที
คืนวันอาทิตย์ที่ ๒๔ กรกฏาคม ๒๕๕๔
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

© 2000 - 2011 Aphichet Piyasri All Rights Reserved.
หากต้องการนำข้อมูลไปใช้ กรุณาติดต่อ aphichet@hotmail.com